ทุกหยาดเหงื่อเพื่อเธอ

วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เปลี่ยนลูกหม่อนเป็น “มัลเบอร์รี่คริสตัล”



จากลูกหม่อนที่ไม่มีค่า เปลี่ยนเป็นคริสตัลสวยงามในการจัดแต่งอาหาร รักในการตกแต่งอาหาร จนได้รับรางวัลมามากมาย เช่น นักศึกษารางวัลพระราชทาน ปี 2549 เยาวชนดีเด่นแห่งชาติแห่งชาติ สาขาอาชีพ ปี 2548 รางวัลการประกวด Fusion thai Sweet Contest (ขนมไทยใส่ไอเดีย)      
“กวาง” เล่าว่า มัลเบอร์รี่คริสตัล (Mulberry Crystals : Topping and Decoration) เป็นการศึกษาการนำลูกหม่อนซึ่งเป็นผลผลิตที่มีมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยลูกหม่อนที่สุกให้รสชาติหวานอมเปรี้ยวเหมาะกับการทำผลิตภัณฑ์อาหาร      
“กรรมวิธีการผลิต เริ่มต้นที่การคัดเลือกลูกหม่อนเพื่อทำซอสก่อน นำลูกหม่อนไปล้างน้ำสะอาดเพื่อลดจำนวนจุลินทรีย์ ชั่งน้ำหนักลูกหม่อนสีม่วง ต่อลูกหม่อนสีแดง ในอัตราส่วน 9:1 ทำการวัดปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ และวัดความเป็นกรด ด่าง ของลูกหม่อนแต่ละสี สกัดน้ำลูกหม่อน โดยใช้ลูกหม่อนทั้งสองสีมาต้มกับกรดซิตริกและน้ำ เพื่อใช้ความร้อนช่วยให้เพคตินละลายออกมากยิ่งขึ้นและทำให้โปรโตรเพคตินที่มีในผลไม้ เปลี่ยนเป็นกรดเพกตินิค หรือเพคตินได้ ซึ่งจะช่วยให้มีเพคตินในน้ำผลไม้ให้มากยิ่งขึ้น”

    
อดีตเยาวชนดีเด่น เล่าถึงกรรมวิธีต่ออีกว่าให้นำลูกหม่อนมาปั่นและกรองน้ำลูกหม่อน ต้มเคี่ยวน้ำสกัดลูกหม่อนกับน้ำตาลทราย และเกลือ จากนั้นใส่แป้งดัดแปรที่ละลายน้ำในอัตราส่วน 1:1:5 ต้มต่อจนวัดอุณหภูมิได้ 105 องศา วัดความหวานได้ 63 องศาบริกซ์ ใส่น้ำมะนาว ยกลงปรับ pH ให้อยู่ในระดับ 3.7 การปรับ pH ของซอสทำโดยการเพิ่มปริมาณของสารละลายกรดซิตริก จะได้ซอสลูกหม่อนสำหรับนำไปบรรจุภัณฑ์ ทำการบรรจุซอสลูกหม่อนที่มีอุณหภูมิประมาณ 90 – 95 องศาเซลเซียสลงในขวดแก้วที่ผ่านการล้างและลวกฆ่าเชื้อปิดฝาทันทีแล้วหุ้มด้วยฟิล์มหด วางพักไว้ให้เย็นซึ่งซอสลูกหม่อนที่ได้นำมาผลิตมัลเบอร์รี่คริสตัล โดยนำซอสลูกหม่อน 30% เจลาติน 5% และผงวุ้น 5% น้ำสะอาด 30% ของน้ำหนักที่กำหนด”
จากนั้นนำไปต้มเคี่ยววัดความหวาน เมื่อต้มเคี่ยวได้ที่แล้วนำไปใส่ในถุงบีบซึ่งผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว นำไปบีบลงบนน้ำมัน เทผ่านกระชอน พักไว้ให้สะเด็ดน้ำที่อุณหภูมิห้อง มัลเบอร์รี่คริสตัลที่ได้นำไปแช่ในน้ำเชื่อม และนำไปบรรจุลงในขวดแก้วที่ผ่านการล้างและลวกฆ่าเชื้อแล้ว โดยชั่งน้ำหนักสุทธิของมัลเบอร์รี่คริสตัลให้เท่ากันทุกขวด แล้วทำการปิดผนึกฝาทันที แค่นี้ก็จะได้มัลเบอร์รี่คริสตัลที่สามารถนำมาตกแต่งอาหารไม่เหมือนใคร ใครเห็นก็คิดว่าเป็นไข่ปลาคาเวียร์ 
         
ทั้งนี้ในอนาคตเจ้าของไอเดียฝากมาบอกอีกว่า ตนได้ยื่นจดสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว จะนำเอาผลไม้ไทยๆที่มีในแต่ละฤดู มาทำเป็นคริสตัลสีต่างๆ ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้วในลูกหม่อนยังมีคุณค่าทางอาหารมากมาย เช่น วิตามินเอ บี1 บี2 บี6 วิตามินซี แคมเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก กรดโฟลิค สารเควอซิติน(Quercetin) และเคมเฟอรอล(Kaempferol) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและต้านมะเร็ง      

“การทำอาหารของผมส่วนใหญ่เกิดจากความชอบส่วนตัว อาหารทำให้ผมได้ใช้จินตนาการอยู่ตลอดเวลา อาหารไม่ใช่ต้องทำอย่างเดียวซ้ำๆ อาหารที่ผมได้สัมผัสมันคือความแตกต่าง เพราะแต่ล่ะสถานที่มีวัฒนธรรมการกินที่ไม่เหมือนกัน อาหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ทำให้ผมได้เรียนรู้อยู่ทุกๆ วัน อาหารมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเหมือนโลกที่กำลังหมุนรอบตัวเอง ในความคิดของผมอาหารไม่ได้สำคัญเฉพาะรสชาติเพียงอย่างเดียว หากแต่ความใส่ใจทุกรายละเอียดก็จะทำให้อาหารจานนั้นพิเศษกว่าจานอื่น เพราะอาหารจานนั้นปรุงแต่งจากหัวใจของคนทำ” กวางกล่าวทิ้งท้าย
ขอขอบคุณเนื้อหาจาก http://www.manager.co.th/

ผลิตภัณฑ์นมควาย

หลังจากสร้างตลาดสำหรับน้ำนมกระบือภายใต้ชื่อ มูร์ร่าห์ฟาร์ม เป็นแห่งแรกของไทย  ชาริณี ชัยยศลาภ ผู้จัดการบริษัท มูร์ร่าห์ แดรี่ จำกัดยังมองหาช่องทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากนมกระบือ โดยเฉพาะเนยแข็งมอสซาเรลลาที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยได้ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มาช่วยทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน
“เราเริ่มทำเนยแข็งมอสซาเรลลาในช่วงปี 2550 อาศัยการดูงานในอิตาลี และศึกษาข้อมูลจากหนังสือต่างประเทศ แต่ผลที่ได้กลับไม่เป็นไปตามคาด เนยแข็งมอสซาเรลลายังไม่ได้มาตรฐาน” ชาริณีกล่าว
กระบวนการผลิตเนยแข็งแบบ "ครูพักลักจำ" ทำให้ผลผลิตเนยนุ่มบ้าง แห้งบ้าง ไม่สม่ำเสมอ ถูกน้ำเปื่อยยุ่ย และไม่ยืดตัว  จนกระทั่งได้ผู้เชี่ยวชาญจากสจล. เข้ามาปรบปรุงกระบวนการผลิตหาต้นเหตุของการผลิตที่ยังไม่เข้าที่เข้าทาง
ปัญหาที่ รศ.ดร.วรรณา ตั้งเจริญชัย หัวหน้าโครงการจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร พบคือ กระบวนการผลิตที่ยังขาดความเที่ยงตรงแม่นยำ อาศัยการประมาณส่วนผสมทำให้คุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ได้สม่ำเสมอ
“เราเริ่มปรับปรุงกระบวนการผลิต โดยเริ่มตั้งแต่การพาสเจอร์ไรซ์นมที่ถูกวิธี เปลี่ยนจากการต้มโดยตรงมาเป็นต้มแบบหม้อ 2 ชั้น จากนั้นพัฒนาสูตรการหมักนม โดยวางสัดส่วนนมและเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ จัดให้มีการชั่ง ตวง วัดที่แน่นอน ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมค่าความเป็นกรด/ด่าง (pH) ของนมตั้งแต่เริ่มหมัก” รศ.ดร.วรรณา อธิบายกลไก
ค่า pH มีความสำคัญต่อการยืดตัวของชีส จากเดิมนมมีค่า pH 6.5  หากต้องการทำให้ชีสยืดตัว ต้องคงอุณหภูมิให้อยู่ที่ 41-42 องศาเซลเซียส จนจบกระบวนการผลิต เพื่อให้ค่า pH ค่อยๆ ลดลงมาอยู่ระดับ 5 ซึ่งชีสยืดตัวได้ดี
กระบวนการผลิตที่ชัดเจนขึ้นถูกนำไปทดสอบในระดับห้องปฏิบัติการจนสำเร็จ ก่อนเดินเครื่องทดสอบในขนาดที่ใหญ่ขึ้น ผลผลิตชีสมอสซาเรลลาที่ได้จากกระบวนการผลิตใหม่ มีเนื้อสัมผัสที่ดีขึ้น เนื้อไม่ยุ่ย มีความยืดตัว คุณภาพดี และแน่นอนทุกครั้งที่ผลิต เทียบเคียงได้กับของอิตาลี
หลังจากประสบความสำเร็จในการนำงานวิจัยมาช่วยปรับปรุงคุณภาพเนยแข็งมอสซาเรลลา ผู้จัดการบริษัท มูร์ร่าห์ แดรี่ จำกัดเผยว่า มีแผนที่จะทำวิจัยร่วมกับ สกว. โดยมอง “หางนม” หรือ Whey ซึ่งเป็นของเหลือจากการผลิต ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม
“ปกติ หางนมจะถูกนำไปทำริคอตต้าชีส และเป็นน้ำนมเลี้ยงลูกควาย แต่ก็ยังเหลือในปริมาณมาก ประกอบกับเรามองเห็นโอกาสในตลาดที่มีการนำหางนมวัวไปทำ เวย์โปรตีน อาหารเสริมมูลค่าสูง และนมควายมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า จึงอยากที่จะลองหาช่องทางพัฒนา” ชาริณีกล่าว
เวย์โปรตีน มักผลิตในในรูปผง ซึ่งการทำผงต้องใช้เครื่องสเปรย์ดราย ราคากว่า 10 ล้าน จึงมองเป็นผลิตภัณฑ์อื่น อาจเป็นเครื่องดื่มเวย์โปรตีนจากนมควาย ที่จะทำตลาดได้ดี ปัจจุบัน อยู่ระหว่างการทำโครงการและค้นหานักวิจัยผู้เชี่ยวชาญมาสนับสนุนต่อไป
ขอขอบคุณเนื้อหาจาก http://www.bangkokbiznews.com/

ที่นั่งช่วยปัสสาวะให้ผู้ป่วย

รศ.ดร.กอบวุฒิ รุจิจนากุล อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนได้จดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ที่นั่งช่วยสังเกต และเก็บตัวอย่างจากระบบขับถ่ายและบริเวณใกล้เคียงระบบขับถ่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวได้รับการร้องขอจาก นางญาณิกา รุจิจนากุล พยาบาลประจำแผนกสูตินารีเวชโรงพยาบาลมหาราช มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ตนเป็นผู้ออกแบบ โดยวัตถุประสงค์เดิมของอุปกรณ์ดังกล่าว คือ มีไว้เพื่อให้ผู้ป่วยใช้สวนท่อปัสสาวะโดยเฉพาะผู้ป่วยสตรี แต่ตนได้ออกแบบให้ครอบคลุมการใช้งานในหลายๆ ด้าน และสามารถใช้ได้ทั้งชายและหญิง
ทั้งนี้มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งในหอผู้ป่วยนรีเวชกรรม 3 โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกระยะหนึ่งบีและสองเอ ต้องได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคน (Radical hysterectomy) เป็นการตัดเนื้อเยื่อข้างมดลูกและเนื้อเยื่อข้างช่องคลอดออกมากขึ้น ร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน โดยภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยทุกรายหลังผ่าตัดโดยวิธีนี้ คือ การทำหน้าที่ผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ จึงต้องคาสายสวนปัสสาวะไว้อย่างน้อย 5-7 วันแรกหลังผ่าตัด และต้องตรวจการทำงานของกระเพาะปัสสาวะจนแน่ใจว่าผู้ป่วยสามารถปัสสาวะเองได้แล้ว
การผ่าตัดเพื่อรักษามะเร็งปากมดลูก มักมีการกระทบต่อส่วนล่างของท่อไตและกระเพาะปัสสาวะเสมอ เพราะอวัยวะส่วนนี้มีความสัมพันธ์ทางด้านกายวิภาค สรีรวิทยา พยาธิวิทยาต่อการผ่าตัดการรักษา ตลอดจนการกระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะในอุ้งเชิงกราน ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย คือ การทำงานของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ ซึ่งจะสามารถฟื้นกลับคืนได้เป็นปกติได้ในเวลาที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการผ่าตัดที่มีการเลาะต่อมน้ำเหลืองและกระทบกระเทือนเส้นประสาทที่มาเลี้ยงบริเวณกระเพาะปัสสาวะ กายวิภาคของผู้ป่วยแต่ละคน ทั้งนี้ผู้ป่วยร้อยละ 66-70 สามารถถ่ายปัสสาวะได้เองภายใน 30 วันหลังผ่าตัด
ดังนั้นผู้ป่วยที่มีการทำงานของกระเพาะปัสสาวะที่ผิดปกติจะต้องมีการสวนปัสสาวะด้วยตนเอง โดยสอดใส่สายสวนปัสสาวะที่ปราศจากเชื้อเข้าไปในท่อปัสสาวะจนถึงกระเพาะปัสสาวะเพื่อให้ปัสสาวะไหลออกมา โดยใช้เทคนิคปราศจากเชื้อและต้องทำทุก 4 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะประเมินได้ว่าผู้ป่วยสามารถถ่ายปัสสาวะเองได้หมด หรือมีปัสสาวะค้างไม่เกิน 75 มิลลิลิตร
ขั้นตอนเดิมที่ใช้ในการสวนปัสสาวะด้วยตนเอง คือ ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าคุกเข่าบนเตียง หรือยืนสวนปัสสาวะ โดยยกขาข้างหนึ่งวางบนเก้าอี้ยืนคร่อมกระจกเงา บางครั้งผู้ป่วยต้องงอเข่าลงเพื่อให้ปัสสาวะไหลลงให้ตรงถ้วยตวงที่ใช้รองรับปัสสาวะ ทำให้เกิดการปวดเข่า ปวดขา ปวดหลัง บางรายจะมีแคมในบวมมากทำให้สวนปัสสาวะลำบาก มองเห็นรูปัสสาวะไม่ชัดเจน จากปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดแนวคิดในการประยุกต์เก้าอี้เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ทำการสวนปัสสาวะด้วยตนเอง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความสุขสบาย ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ เข่า ขา และหลัง และมองเห็นรูเปิดท่อปัสสาวะชัดเจน โดยครั้งแรกได้มีการประดิษฐ์เก้าอี้สวนปัสสาวะในปี 2549 ผู้ป่วยมีความพึงพอใจระดับหนึ่ง เนื่องจากการสวนปัสสาวะต้องมีการล้างมือที่สะอาด 7 ขั้นตอน และยกขาข้ามเก้าอี้นั่งโดยไม่ให้มือสัมผัสกับวัตถุใด แล้วจึงหยิบสายสวนปัสสาวะ แต่พบปัญหาตามมาคือผู้ป่วยที่มีอายุมากบางคนน้ำหนักตัวมาก ขาและเข่ายกไม่ค่อยได้ การทรงตัวไม่ดี มีโอกาสลื่นล้มได้ จึงคิดประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ที่นั่งช่วยสังเกตและเก็บตัวอย่างจากระบบขับถ่ายและบริเวณใกล้เคียงระบบขับถ่าย
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการช่วยผู้ป่วยในการสวนท่อปัสสาวะ ซึ่งเกิดจากความจำเป็นของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาจากแพทย์ อาทิ การผ่าตัด ทางแพทย์มีความจำเป็นต้องการประเมินผลการรักษา ข้อมูลที่สำคัญอันหนึ่ง คือ ปริมาณปัสสาวะและสิ่งที่ปะปนมากับปัสสาวะ ดังนั้นการเก็บตัวอย่างจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ในกรณีสุภาพสตรีนั้นค่อนข้างมีปัญหา เนื่องจากปัจจัยทางสรีระของสุภาพสตรีเอง ทำให้การสวนทำได้ยากและมักมีการติดเชื้อหลังการสวน อุปกรณ์ดังกล่าวจึงน่าจะบรรเทาความทุกข์ยากของผู้ป่วยได้และทำให้การประเมินการรักษาทำได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยต้องทำการรักษาด้วยตนเองที่บ้าน
อุปกรณ์นี้ยังสามารถใช้ในการเก็บตัวอย่างทางทวารหนัก รวมทั้งใช้ในการสังเกตโรคทางทวารทั้งสองด้วยตนเอง เช่น โรคริดสีดวง โรคมะเร็ง โรคเกี่ยวกับต่อมลูกหมากในสุภาพบุรุษ และพยาธิ นอกจากนี้ยังช่วยให้การใช้ยารักษาเชื้อราชนิดต่างๆ สะดวกขึ้น ตลอดจนช่วยให้การให้ยาช่วยถ่ายสะดวกขึ้น และช่วยในการสังเกตการอักเสบ แผลหลังการคลอด และการผ่าตัดด้วย
“อุปกรณ์ที่ใกล้เคียงหรือมีหลักการทำนองนี้ ได้มีจำหน่ายและจดสิทธิบัตรบ้าง แต่เมื่อเทียบกับสิ่งประดิษฐ์ของตนแล้วพบว่าสิ่งที่ทำขึ้นมีความสะดวกกว่า ครอบคลุมการใช้งานมากกว่า ที่สำคัญคือผลิตภัณฑ์ที่ตนออกแบบนี้มีถูกกว่าต่างประเทศมาก ต้นทุนค่าใช้จ่ายประมาณ 2,000 บาท โดยดัดแปลงจากเก้าอี้ที่มีอยู่ทั่วไป ซึ่งในปัจจุบันมีคนไข้รอการใช้เครื่องมือดังกล่าวอยู่จำนวนมาก จึงคาดว่าผลิตภัณฑ์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างยิ่ง” รศ.ดร.กอบวุฒิ กล่าว

ฝ่ายวิชาการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ขอขอบคุณเนื้อหาจาก http://www.dailynews.co.th/

วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เครื่องตรวจบัตรเครดิตปลอม

เครื่องตรวจบัตรเครดิตปลอม

    ปัญหาบัตรเครดิตปลอมเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทั่วโลกรวมทั้ง ประเทศไทยซึ่งเกิดขึ้นในหลายจังหวัดของประเทศ โดยใช้วิธีการหลากหลายในการขโมยข้อมูลต่างๆ เช่น การแจ้งบัตรหายหรือบัตรถูกขโมย แล้วกลับนำบัตรไปใช้ในการทุจริต หรืออาจมีการปลอมแปลงเอกสารการสมัครเป็นชื่อบุคคลอื่นแล้วนำบัตรดังกล่าวไปใช้ ที่พบเจอมากที่สุดก็คือ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยคัดลอกข้อมูลในบัตรและปลอมบัตรใหม่ไปใช้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือได้ว่ามีความผิดเป็นอาชญากรข้ามชาติเลยทีเดียว

      เนื่องจากผู้กระทำผิดในธุรกิจประเภทนี้มีทั้งที่เป็นคนไทยและชาวต่างชาติที่ เข้ามากระทำการในประเทศไทย โดยบุคคลทั้ง 2 กลุ่มนี้จะมีขั้นตอนการทำงานและวางแผนอย่างเป็นระบบ ซึ่งที่ผ่านมากรมสอบสวนคดีพิเศษได้เคยจับกุมชาวต่างชาติกรณีใช้บัตรเครดิตปลอม โดยใช้วิธีขโมยข้อมูลบัตรเครดิตผ่านทางสายโทรศัพท์ (wire  tapping) ของบุคคลอื่น เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วจะใช้เครื่องแปลงข้อมูลลงในบัตรใหม่ โดยมีการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมหรือหนังสือเดินทางปลอมใช้ควบคู่กับ บัตรเครดิตที่ปลอมขึ้นและนำไปใช้ในทางทุจริต มีข้อมูลตัวเลขความเสียจากการปลอมแปลงบัตรเครดิตในประเทศอังกฤษ จากองค์กรชื่อ APAC ซึ่งเป็นองค์กรทางด้านธุรกรรมทางการเงินได้สรุปรายงานล่าสุดออกมาเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากบัตรปลอมที่ทำขึ้นเลียนแบบบัตรจริงที่ออกโดยหน่วยงานในประเทศอังกฤษ ตัวเลขในรายงานดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงมูลค่าความเสียหายในปี พ.ศ. 2552ที่เกิดขึ้นภายในประเทศอังกฤษมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2551 19% หรือคิดเป็น36.9 ล้านปอนด์ ในขณะที่มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนอกประเทศมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 17% หรือคิดเป็น 132.9 ล้านปอนด์ (รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้จาก www.cardwatch.org.uk )จากปัญหาดังกล่าวเนคเทคจึงได้วิจัยพัฒนา “เครื่องตรวจสอบบัตรเครดิตปลอม”  ขึ้น






       


      “เครื่องตรวจสอบบัตรเครดิตปลอม” เป็นอีกนวัตกรรมหนึ่งจากผลงานวิจัยของหน่วยปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ นำโดย ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร และ นายยุทธนา อินทรวันณี ที่ได้ผสมผสานความรู้ทางด้านแสง อิเล็กทรอนิกส์ และ ซอฟท์แวร์ เข้าด้วยกัน ทั้งยังได้จดสิทธิบัตรคุ้มครอง และ มีผลการทดสอบที่เป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการระดับสากลในวารสารวิชาการ Applied Optics เดือน ธันวาคม 2552 และ กุมภาพันธ์ 2553
      เครื่องตรวจบัตรเครดิตปลอมที่ทางหน่วยฯ ได้พัฒนาขึ้นสามารถตรวจสอบตัวบัตรเครดิตได้ว่าเป็นบัตรเครดิตจริงหรือปลอม โดยไม่ต้องตรวจสอบข้อมูลที่เก็บอยู่ในภายแถบแม่เหล็กหรือชิป ทำให้ปราศจากข้อกังวลในเรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เครื่องตรวจบัตรเครดิตรุ่นนี้ได้ผ่านการทดสอบในงานแสดงสินค้า ComMart โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ และ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (KTC) มาแล้ว ปัจจุบันหน่วยงานตรวจสอบบัตรเครดิตของบริษัท บัตรกรุงไทย (มหาชน) จำกัด และของธนาคารไทยพาณิชย์ได้มีเครื่องรุ่นนี้ไว้ใช้แล้ว นอกจากนี้ทางหน่วยฯ ยังได้ขายสิทธิ์การผลิตให้แก่บริษัท นิวเวฟไอเดียส์ จำกัด เพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์ต่อไป อนึ่งสำหรับบัตรเครดิตปลอมที่ตรวจสอบได้หมายถึงบัตรเครดิตที่ตัวบัตรเป็นของปลอม ไม่ใช่บัตรเครดิตจริงที่ถูกขโมยมา
      คุณสมบัติเบื้องต้น:
       ชนิดของบัตรเครดิต      VISA, MasterCard
       ความถูกต้อง      100%
       เวลาที่ใช้ในการตรวจ      < 0.5 วินาที
        ขนาด (กxยxส)      9x17x10 ซม.3
       แรงดันไฟฟ้าที่ต้องการ      9-15 VDC, 1000 mA

       ลักษณะเด่น:  ขนาดกะทัดรัด ใช้งานง่าย ประหยัดพลังงาน

      การใช้งาน: เพียง เปิดเครื่องฯ จากนั้นเสียบบัตรเครดิตที่ต้องการตรวจสอบเข้าช่องเสียบบัตร แล้วสังเกตหน้าจอแสดงผล หลังจากที่ระบบประมวลผลเสร็จ ตัวอักษรสีเขียวจะปรากฏบนหน้าจอ สำหรับกรณีบัตรเครดิตที่ตัวบัตรเป็นของจริง แต่จะปรากฏเพียงแถบสีเขียวหรือหน้าจอว่างกรณีที่ตัวบัตรเป็นของปลอม
      ทำไมต้องตรวจสอบบัตรเครดิตด้วยเครื่องตรวจบัตรเครดิต? จริงๆ แล้วบัตรเครดิตทั้งของ VISA และ MasterCard มีเอกลักษณ์ที่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าสำหรับใช้จำแนกบัตรเครดิตจริงออกจากบัตรเครดิตปลอมอยู่ 5 ตำแหน่ง ดังนี้
      • ชื่อผู้ถือบัตร และ ตัวเลข 16 หลัก ซึ่งบ่งบอกชนิดของบัตร และ หน่วยงานที่เป็นผู้ออกบัตรให้
      • สัญลักษณ์ของบัตรเครดิต เช่น VISA และ MasterCard ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง
      • บริเวณเก็บข้อมูล เช่น แถบแม่เหล็ก และ ชิป รวมไปถึงตัวเลข 3 หลัก ที่อยู่ด้านหลังบัตรเครดิต
      • ฮอโลแกรม หรือ รูปที่พิมพ์อยู่บนแถบโลหะ ซึ่งสามารถเปลี่ยนสีหรือรูปร่างไปมาได้เมื่อมุมของการสังเกตหรือมุมของแสง เปลี่ยนไป สำหรับบัตร VISA จะเป็นรูปนก ส่วนบัตร     MasterCard จะเป็นรูปลูกโลก
      • ภาพเรืองแสงบนตัวบัตรเมื่อมีแสงแบล๊คไลท์ส่่องไปยังตัวบัตร 

        
       เอกลักษณ์ภายนอกที่ได้จากบัตรเครดิตจริง  เอกลักษณ์ภายนอกที่ได้จากบัตรเครดิตปลอม


      ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศได้ส่งผลให้เอกลักษณ์เหล่านี้ปรากฏอยู่บนตัวบัตรเครดิตปลอมเช่นกัน เพียงแต่ส่วนใหญ่จะมีรายละเอียดในระดับไมโครเมตรหรือนาโนเมตรที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเกินความสามารถของตามนุษย์ที่จะแยกแยะความแตกต่างนี้ได้ เนื่องจากแสงมีความถี่สูง หรือ ความยาวคลื่นต่ำ ในระดับนาโนเมตร เครื่องตรวจบัตรเครดิตที่ใช้การผสมผสานความรู้สามแขนงเข้าด้วยกันตามที่ได้อธิบายข้างต้น จึงสามารถแยกแยะความแตกต่างเบื้องต้นและแสดงให้เห็นได้ว่าตัวบัตรเครดิตที่ กำลังตรวจสอบนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม

      เปลี่ยนความหวานเป็นพลังงานชีวมวล

      เสร็จสิ้นไปแล้วในเฟสแรกสำหรับภารกิจการแก้ไขปัญหาลำไยค้างสต๊อก ตั้งแต่ปี 2546-2547 ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รับอาสานำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการแปรสภาพลำไยค้างสต๊อก กว่า 46,000 ตัน ให้กลายมาเป็น  “เชื้อเพลิงชีวมวล” สร้างรายได้คืนกลับเข้ารัฐ แทนที่จะเสียแต่ค่าทำลายและสร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม
         

      “ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ บอกว่า ขณะนี้การดำเนินงานในเฟสแรกคือ บดลำไยหน้าโกดัง 60 แห่ง ใน 4 จังหวัดภาคเหนือ เรียบร้อยแล้ว และจะนำไปอัดแท่งเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล คาดว่าสามารถนำออกจำหน่ายให้กับภาคอุตสาหกรรมได้ในปลายปีนี้ ซึ่งจะเป็นเงินรายได้คืนสู่ภาครัฐไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท  ทีเดียว
      โครงการนี้นอกจากจะแปรสภาพลำไยค้างสต๊อกที่เน่าเสียให้มาเป็นเชื้อเพลิงและทำให้รัฐไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าโกดังเพื่อจัดเก็บแล้ว ที่สำคัญยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อลำไยในต่างประเทศว่าจะไม่มีการปลอมปนลำไยค้างสต๊อก ช่วยทำให้ราคาลำไยที่ส่งออกสูงขึ้นอีกด้วย และความสำเร็จที่ได้มานี้...ปฏิเสธไม่ได้กับความสำคัญของเทคโนโลยีที่นำมาใช้แก้ไขปัญหา 
      ดร.รังสรรค์  ทองทา อาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) บอกว่าได้รับมอบหมายจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ให้ร่วมมือกับสมาคมเครื่องจักรกลไทย พัฒนาเครื่องจักรเพื่อดำเนินการรีไซเคิลลำไยอย่างบูรณาการทั้งด้านวิชาการและวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งเทคโนโลยีหลักที่ใช้ก็คือ เครื่องบดย่อยหน้าโกดัง และเครื่องอัดแท่งชีวมวลที่เป็นการพัฒนาต่อยอดเครื่องจักรในโครงการวิศวกรรมย้อนรอย

      นอกจากนี้ยังมีการนำเทค โนโลยีมาใช้ในหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นระบบตรวจนับจำนวนและปริมาณลำไยจากโกดังด้วยเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี ซึ่งมีการขนกล่องใส่รถเข็นผ่านระบบเครื่องชั่ง มาตรฐานพร้อมให้คนงานแตะบัตรที่เป็นของตัวเอง ทำให้ข้อมูลทั้งจำนวนกล่องและน้ำหนักลำไยถูกส่งผ่านคอมพิวเตอร์ มีการพิมพ์รายละเอียดลงบนกระดาษคาร์บอนเพื่อเก็บเป็นหลักฐาน ขณะเดียวกันข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งไปเก็บยังเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางโดยระบบส่งผ่านข้อมูลผ่านดาวเทียม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูการทำงานผ่านเว็บไซต์ติดตามผลได้ทันที
      และเพื่อความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน มีการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดไร้สายครอบคลุมพื้นที่การทำงานทั้งหมด บันทึกตลอดระยะเวลาการทำงาน และใช้ระบบจีพีเอส แทร็คกิ้งติดตามรถขนส่งต่าง ๆ

         
      สำหรับการดำเนินงานในเฟสสอง  ดร.รังสรรค์ บอกว่า จะเป็นขั้นตอนของการพัฒนาเป็นชีวมวล ซึ่งมีการลำเลียงลำไยที่บดย่อยแล้วไปสถานที่ผลิต 2 จุดใหญ่ คือ ที่จังหวัดลำพูน ซึ่งสมาคมเครื่องจักรกลไทยเป็นผู้ดำเนินการ และที่จังหวัดสระบุรี มทส.เป็นผู้ดำเนินการ 
      โดยเครื่องอัดแท่งชีวมวลจะทำการอัดแท่งลำไยที่บดแล้วขึ้นรูปเป็นพิวเล็ต (pillet) หรือเชื้อเพลิงแท่งตะเกียบ พร้อมใช้ในอุตสาหกรรมและโรงอบลำไยต่าง ๆ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งในส่วนของ มทส.ที่สระบุรี ได้ตกลงจำหน่ายเชื้อเพลิงดังกล่าวกับภาคอุตสาหกรรมคือ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะนำไปใช้ที่โรงงานแก่งคอยและท่าหลวง

      เครื่องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือพร้อมพิกัดจีพีเอส


      คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทประยุกต์ใช้งานจากโครงการไอพีเอสไอ โรบอท คอนเทสต์ 2010 ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศประจำปี 2554 กับ “โครงการเครื่องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือพร้อมพิกัดจีพีเอส” ของน้องเต้ยหรือนายพลกฤษณ์ สุขเฉลิม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี
             
      น้องเต้ย เด็กรุ่นใหม่ที่มีใจรักในไอที บอกว่า ศึกษาเทคโนโลยีวิทยุสื่อสารอยู่แล้ว จึงพัฒนาโครงงานนี้ ขึ้นมาจากความสนใจที่มีอยู่เดิม ประกอบกับเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุต่าง ๆ ที่ผ่านมา เช่นเครื่องบินตกที่จังหวัดน่าน พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือไม่สามารถหาผู้ประสบภัยเจอ กลายเป็นอุปสรรคของการเข้าช่วยเหลือ
             
      ด้วยเหตุผลดังกล่าว เต้ยจึงได้พัฒนาโครงงานนี้ขึ้นมาโดยหวังว่าจะอำนวยความสะดวกในการช่วยเหลือและกู้ภัย โดยอุปกรณ์จะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยกู้ภัยในทันทีที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งพิกัดที่เกิดเหตุ เพื่อให้หน่วยกู้ภัยสามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาค้นหา และช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ประสบภัยได้อย่างมาก ซึ่งโครงการนี้มีอาจารย์กำธร ใช้พระคุณ เป็นคุณครูที่ปรึกษา
         
      น้องเต้ย บอกว่า ได้นำเทคโนโลยีการระบุพิกัดด้วยดาวเทียมหรือจีพีเอสมาทำงานร่วมกับเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารไร้สายด้วยคลื่นวิทยุ และ การติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียมมาช่วยในการพัฒนาอุปกรณ์ดังกล่าว โดยการใช้การระบุพิกัดผ่านดาวเทียม และ  นำพิกัดดังกล่าวส่งไปกับคลื่นวิทยุผ่านดาวเทียมไปยังสถานีฐาน หากเกิดเหตุขึ้น อุปกรณ์สามารถส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปพร้อมกับพิกัดจีพีเอส ไปยังสถานีฐานที่เป็นหน่วยกู้ภัยได้รับทราบถึงเหตุดังกล่าวและตำแหน่งที่ต้องเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
             
      ในการพัฒนาอุปกรณ์เครื่องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือพร้อมพิกัดจีพีเอสได้พัฒนาอุปกรณ์ใน 4 ส่วนใหญ่ ๆ คือ จีพีเอส โมดุล โมเด็ม ระบบควบคุมการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ และเครื่องส่งวิทยุอุปกรณ์ แต่ละชนิดมีหน้าที่แตกต่างกันในการทำงาน เพื่อให้อุปกรณ์ทำงานได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
         
      ทั้งนี้ได้ทดสอบการใช้งาน โดยจำลองค้นหาผู้ประสบภัยในพื้นที่ 5 ตารางกิโลเมตร พบว่าสามารถที่จะทราบเหตุที่เกิดขึ้นโดยทันที และสามารถที่จะเข้าช่วยเหลือได้ในเวลาไม่นานหลังจากได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือดังกล่าว
         
      และจากการทดสอบพบ ว่าอุปกรณ์สามารถส่งสัญญาณได้ในระยะสูงสุดถึง 2,000 กิโล เมตร ห่างจากสถานีฐาน โดยใช้ดาวเทียมโฮป 1 (HOPE-1) คือสามารถรับพิกัดจากประเทศไทย (จังหวัดราชบุรี) จากหมู่เกาะตอนล่างของประเทศญี่ปุ่นได้ในระดับหนึ่ง
             
      เต้ยบอกอีกว่า ทุกวันนี้เด็กรุ่นใหม่อย่างเขา สนใจคอมพิวเตอร์มากขึ้น แต่เด็กบางส่วนยังใช้คอมพิวเตอร์ไม่ถูก เอาเวลาส่วนใหญ่ไปใช้ในการเล่นเกม ดังนั้นควรที่จะมีการปรับนิสัยและพฤติกรรมให้ใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างสร้างสรรค์มากขึ้นด้วย.
       
      แหล่งที่มา :   เดลินิวส์ออนไลน์

      วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

      โครงการนำร่องการผลิตเสาวรสในระดับฟาร์ม
      โดยใช้พันธุ์สีม่วงปลอดโรคไวรัส


      สถานที่ตั้ง
      สถานีเกษตรหลวงปางดะ มูลนิธิโครงการหลวง จังหวัดเชียงใหม่

      ความเป็นมา
      เสาวรสพันธุ์สีม่วงรับประทานสดเป็นไม้ผลส่งเสริมของมูลนิธิโครงการหลวงที่ได้รับความนิยมมาก และมีปริมาณความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมากทุกปี เป็นพืชที่ให้ผลผลิตเร็ว สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ดี มีช่วงการเก็บเกี่ยวได้นานถึง 7 เดือนใน 1 ปี ขณะนี้มีพื้นที่ปลูกประมาณ 500 ไร่ ผลผลิตที่มีคุณภาพดี เกษตรกรสามารถขายได้ในราคากิโลกรัมละ 17-30 บาท และที่สำคัญปัจจุบันจัดว่าเป็นผลไม้ที่มีความต้องการสูงกว่าผลผลิตที่สามารถผลิตได้ เนื่องจากปัญหาการเกิดโรคไวรัสระบาดในต้นแม่พันธุ์ดี และพบว่าต้นแม่พันธุ์ที่ขยายพันธุ์ในขณะนี้แสดงอาการของโรคไวรัส และเป็นสาเหตุให้เกิดการระบาดของโรคทั่วไปในแปลงปลูกของเกษตรกร โรคไวรัสที่เกิดจากเชื้อไวรัส PWV (passion fruit woodiness virus)

      มูลนิธิโครงการหลวงจึงได้ร่วมกับนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำวิจัยโดยการนำส่วนปลายยอดเจริญของเสาวรสพันธุ์สีม่วง ซึ่งเป็นพันธุ์ดี เพื่อเลี้ยงให้ได้ยอดปลอดโรค โดยต้องตรวจสอบว่าปราศจากโรค ก่อนเพิ่มจำนวนยอด ยอดทั้งหมดที่เพิ่มจำนวนจึงปลอดโรคร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องนำยอดดังกล่าวออกจากขวด นำมาเสียบบนต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ดของเสาวรสพันธุ์สีเหลืองที่ตรวจสอบแล้วว่าปลอดโรคไวรัสเป็นต้นตอ ทำให้สามารถขยายพันธุ์ต้นปลอดโรคได้ง่ายและรวดเร็ว ซึ่งยอดที่เพาะโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสามารถเสียบยอดกับพืชที่เพาะเมล็ดตามธรรมดาได้ผลดี และต้นที่ได้แข็งแรง และเจริญเติบโตได้เร็ว แทนวิธีการทั่วไปที่เพาะเลี้ยงให้เกิดรากแล้วนำออกจากขวดมาปลูกในแปลงปลูก ซึ่งต้นที่ได้อ่อนแอและแข็งแรงน้อยกว่า หรือตามที่มีรายงานคือใช้ปลายยอดเจริญเสียบบนต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ดในขวด ซึ่งไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก เพราะมีเปอร์เซ็นต์ปลอดโรคต่ำ

      เสาวรสที่นิยมปลูกมี 2 สายพันธุ์คือ พันธุ์สีเหลืองมีรสเปรี้ยวจัด กลิ่นหอม เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากเหมาะสำหรับนำไปผลิตเป็นน้ำผลไม้ และทนทานต่อการเกิดโรคได้ดี และพันธุ์สีม่วงมีรสเปรี้ยวอมหวาน เป็นพันธุ์ที่นิยมรับประทานสด โดยแหล่งผลิตเสาวรสที่สำคัญของโลกได้แก่ บราซิล เอกวาดอร์ โคลัมเบีย และเปรู ปริมาณผลผลิตทั่วโลกมีประมาณ 805,000 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพันธุ์สีเหลือง แต่ปัจจุบันเสาวรสพันธุ์สีม่วงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในตลาดสหรัฐอเมริกามีความต้องการเสาวรสประมาณปีละ 3,000 ตัน ส่วนประเทศไทยสามารถผลิตเสาวรสพันธุ์สีม่วงเพื่อรับประทานสดได้ประมาณ 500 ตันต่อปี ราคาอยู่ที่ 28 – 58 ต่อกิโลกรัม โดยขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพ

      สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ได้ให้การสนับสนุนเงินอุดหนุนในโครงการ “ทุนเครือข่ายวิสาหกิจนวัตกรรม” ในวงเงินไม่เกิน 1,778,120 บาท ในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ให้กับมูลนิธิโครงการหลวง ในการนำร่องการผลิตเสาวรสในระดับฟาร์มโดยใช้พันธุ์สีม่วงปลอดโรคไวรัสเพื่อเป็นต้นแบบในการขยายผลต่อเกษตรกรกลุ่มอื่นๆ

      วัตถุประสงค์

      • ทดสอบคุณภาพ และผลผลิตของแม่พันธุ์ต้นเสาวรสปลอดโรคไวรัส ในโรงเรือนทดลอง
      • ขยายพันธุ์เสาวรสปลอดโรคจากผลการทดสอบที่ได้จากโรงเรือนทดลอง
      • นำต้นพันธุ์เสาวรสที่ได้จากการขยายพันธุ์ ไปทอสอบการผลิตและการจัดการในพื้นที่การปลูกของเกษตรกรที่คัดเลือกเข้าร่วมโครงการ

      ประโยชน์ที่ได้รับ
      • สถานีเกษตรหลวงปางดะ มูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในโครงการดังกล่าว ได้ดำเนินการก่อสร้างโรงเรือนคัดพันธุ์และขยายพันธุ์พร้อมระบบน้ำ ในพื้นที่ของสถานีเกษตรหลวงปางดะเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยโรงเรือนแม่พันธุ์ได้ลงต้นพันธุ์ปลูกแบบเว้นระยะห่างจำนวน 18 ต้น และโรงเรือนคัดพันธุ์ได้ลงต้นจำนวน 76 ต้น
      • มูลนิธิโครงการหลวงได้ส่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริม ดำเนินการก่อสร้างโรงเรือนปลูกเสาวรสที่มีหลังคาและไม่มีหลังคาพร้อมระบบน้ำบนพื้นที่ของเกษตรกรจำนวน 3 ราย รวม 3 ฟาร์ม จาก 6 ฟาร์ม ซึ่งขยายผลต่ออีก 3 ฟาร์ม ภายในเดือนกรกฎาคม 2553 ปัจจุบันดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว
      • จากการเก็บข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ต้นเสาวรสที่ปลูกด้วยต้นพันธุ์ปลอดโรคไวรัสมีความแข็งแรงและสมบูรณ์กว่าต้นเสาวรสที่ปลูกด้วยต้นพันธุ์ปกติ (ติดไวรัสโรคพืช) โดยสังเกตได้จากลักษณะของใบไม่หงิกงอ ไม่มีจุดด่าง สีเขียวเข้ม และลำต้นมีความสมบูรณ์กว่า
      • ในรอบการผลิตแรกตั้งแต่เริ่มปลูกด้นเสาวรสที่ปลูกโดยใช้ต้นพันธุ์ปลอดโรค เมื่อติดดอกดอกจะร่วงไม่ให้ผลผลิต ซึ่งขณะนี้คณะนักวิชาการเกษตรกำลังหาสาเหตุและจะดำเนินการพัฒนาต่อไป ซึ่งเมื่อทิ้งไว้ซักระยะอาการบ้าใบก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ

      ระยะเวลาดำเนินโครงการ
      ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2551 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2553

      ผลการดำเนินงาน

       

      โรงเรือนขยายพันธุ์และคัดพันธุ์เสารวสสีม่วง ณ สถานีเกษตรหลวงปางดะ
       

      โรงเรือนแบบมีหลังคา และไม่มีหลังคา บนพื้นที่เกษตรกรชาวไทยภูเขา